[REVIEW] “Brightburn” หนังซูเปอร์ฮีโร่สายมืด พล็อตสยองแปลกใหม่ | GOSSIP GUN

[REVIEW] “Brightburn” หนังซูเปอร์ฮีโร่สายมืด พล็อตสยองแปลกใหม่ | GOSSIP GUN

       หนังไซไฟระทึกขวัญเรื่องนี้สร้างความฮือฮาด้วยการเป็นผลงานอำนวยการสร้างเรื่องล่าสุดของ เจมส์ กันน์ ผู้กำกับที่ได้รับความนิยมขั้นสุดจาก Guardians of the Galaxy ซึ่งแจ้งเกิดจริงๆจากหนังแนวสยองทุนต่ำอย่าง Slither ดังนั้นการกลับมาทำหนังแนวถนัดอีกครั้ง จึงทำให้แฟนๆจับตามอง แม้ว่าเขาจะไม่ได้กำกับเองก็ตาม โดยเรื่องนี้เป็นเหมือนการผสมผสานหนังถนัดสองแนวของเขาเข้าด้วยกัน นั่นคือ หนังระทึกขวัญ และหนังซูเปอร์ฮีโร่ เพราะมันเล่าถึงแบรนดอน เด็กหนุ่มวัย 12 ปี ที่เพิ่งทราบความจริงว่า เขาไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของพ่อกับแม่ แต่ทั้งคู่เก็บเขามาเลี้ยง จากยานลึกลับที่ตกลงมาในฟาร์มของทั้งคู่ ตั้งแต่วันแรกสามีภรรยาคู่นี้ก็เลี้ยงดูแบรนดอนมาอย่างดี แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาค่อยๆได้เรียนรู้ความจริงที่ว่า ตนเองนั้น ไม่ใช่เด็กธรรมดา แต่กลับมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ และเป้าหมายที่แท้จริง ในการมายังดวงดาวแห่งนี้ คือการครองโลก !

       ฟังแค่พล็อตแล้ว จะพบว่าเป็นหนังที่คอนเซ็ปท์ทะเยอทะยาน และชวนน่าติดตามมาก แต่ปรากฏว่า Brightburn กลับเลือกวิธีการส่วนใหญ่ในหนัง ในการเป็นเพียงหนังระทึกขวัญธรรมดาๆเท่านั้น หนังใช้เวลามากกว่าครึ่งเรื่อง ในฉากสยองท่าเดิม คล้ายกับหนังผีที่ตัวละครจะค่อยๆถูกผีหลอก และช็อคตายไปในที่สุด ทั้งๆที่ตัวละครนี้เป็นเด็กพลังพิเศษ สามารถดีไซน์ฉากต่างๆ ให้หลุดโลกมากกว่านี้ได้ ถ้าหนังประกาศตัวว่า นี่คือหนังสยองขวัญทั่วไป จะค้นพบว่าฉากต่างๆ ทำให้สยองและโหดอย่างน่าพึงพอใจ แต่พอบอกว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่สายดาร์กปุ๊ป ดูเหมือนว่าสิ่งที่หนังใส่เข้ามา ยังไม่เพียงพอ กับสิ่งที่ผู้ชมน่าจะคาดหวังไว้

       ปัญหาอีกอย่างของ Brightburn คือการที่หนังยาวแค่ประมาณ90 นาทีเท่านั้น (รวม End-Credit) ทำให้หนังใช้เวลาในช่วงแรกค่อนข้างน้อย หนังเลือกที่จะเดินเรื่องอย่างรวดเร็ว ในการตัดเข้าสู่ปมปัญหาเลย แทนที่จะใช้เวลาแนะนำตัวละคร ให้ผู้ชมค่อยๆรู้จักไปกับแบรนดอนและพ่อแม่ของเขา และเมื่อถึงเวลาที่เด็กคนนี้จะเริ่มร้ายขึ้น คนดูจะอินมากขึ้น แต่ปรากฏว่าช่วงแรกนั้น หนังกลับไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมเลย พอเหตุการณ์ดำเนินไป คนดูก็จะไม่ค่อยเอาใจช่วยตัวละครเหล่านี้เท่าไหร่นัก จะเกิดอะไรขึ้นก็เรื่องของพวกเขา ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะถ้าปูเรื่องมาดีในช่วงต้น ดราม่าปมครอบครัวในช่วงท้าย และเวิร์คและทรงพลังมาก

       อย่างไรก็ตาม Brightburn ก็มีบางฉากและองค์ประกอบบางอย่างที่น่าพึงพอใจ และเซอร์ไพรสพอสมควร แต่น่าเสียดายที่ข้อดีเหล่านี้ มาช้าเกินไป และมาน้อยเกินไป เหมือนมาเร่งเครื่องเอาในช่วงท้าย และทิ้งให้ผู้อยากดูหนังเรื่องต่อๆไป ซึ่งอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว แทบที่จะเต็มอิ่มกับเรื่องนี้ กลับมาทำให้อยากแล้ว ปล่อยผู้ชมออกจากโรง เลยกลายเป็นหนังที่คอนเซ็ปท์ดีเชียว แต่ใช้วิธีการเล่าเรื่องที่ธรรมดามากๆ

       สรุปแล้ว Brightburn ถือว่าเป็นหนังระทึกขวัญที่พล็อตเจ๋ง แต่หนังกลับมีฉากสยองที่ท่าเดิมไปนิด มีจุดที่แหลมออกมาสร้างสีสันไม่มากนัก เลยทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ถ้าคาดหวังว่าจะดูหนังระทึกขวัญง่ายๆ ไม่มีอะไรมากมาย อาจจะพอเพลิดเพลินกับหนังเรื่องนี้ได้อยู่

(ให้ 7 คะแนนเต็ม 10)