[REVIEW] “X-Men Dark Phoenix” ภาคส่งท้ายเอ็กซ์เมน ที่ไม่ได้แย่ตามข่าวลือ | GOSSIP GUN

[REVIEW] “X-Men Dark Phoenix” ภาคส่งท้ายเอ็กซ์เมน ที่ไม่ได้แย่ตามข่าวลือ | GOSSIP GUN

       ก่อนจะเดินเข้าไปดูหนัง X-Men ภาค Dark Phoenix ดูเหมือนว่าเส้นทางก่อนที่หนังจะเสร็จสมบูรณ์ ออกมาให้ได้ดูกัน ได้ผ่านวิบากกรรมมาไม่น้อย อันที่จริงหนังถ่ายทำเสร็จไปตั้งแต่ตุลาคมปี2017 ปิดกล้องวันเดียวพร้อมกับ Deadpool 2 แต่ปรากฏกว่าหนังเรื่องดังกล่าวเข้าฉายและกวาดเงินไปแล้ว ตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว ส่วน Dark Phoenix เพิ่งได้ออกมาปรากฏโฉมให้แฟนๆได้ดูกันสัปดาห์นี้ เพราะกระแสตอบรับจากรอบทดลอง ไม่ดีอย่างที่หวังไว้ ทำให้ต้องมีการถ่ายทำซ่อม แต่การถ่ายซ่อมของเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะนักแสดงคิวเทพทั้งนั้น ทำให้หนังถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าฉายในสัปดาห์นี้

       สำหรับ X-Men ในภาคนี้เป็นการหยิบเอาเรื่องราวของ จีน เกรย์ ที่กลายเป็นมนุษย์กลายพันธ์ที่ทรงพลังที่สุดอย่าง ดาร์ก ฟีนิกซ์ อีกครั้ง หลังเคยถูกเล่าไปแล้วในหนังภาค X-Men : The Last Stand แต่กลับโดนคนดูสับเล่ะ และเมื่อมีการล้างไทม์ไลน์ใหม่ในภาค Days of Future Past ทำให้ทางผู้สร้างมีโอกาสหยิบเส้นเรื่องดังกล่าวมาเล่าใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยในภาคนี้จะเดินเรื่องในช่วงต้นยุค 90 เมื่อเหล่าบรรดาเอ็กซ์เมน ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจนอกโลก ทำให้เจอกับกลุ่มพลังปริศนา ซึ่ง จีน เกรย์ รับพลังนี้ไปเต็มๆ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงจะตายไปแล้ว แต่เธอสามารถรับพลังนี้ไว้ได้ ทำให้เธอมีพลังอันมหาศาล เหนือกว่าเอ็กซ์เมนคนไหนๆ และปมของหนังก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอเริ่มรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตได้ ทำให้พบว่า โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ ได้ปิดบังอะไรบางอย่างไว้ ทำให้เธอไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไป และเริ่มถูกชักจูงให้เข้าร่วมกับเอ็กซ์เมน ที่ไม่ได้ต้องการจะปกป้องโลก

       หลังจากที่ค่ายเจ้าของสิทธิ์หนัง X-Men อย่างทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ถูกซื้อไปโดยดิสนีย์ ทำให้หลังจากนี้มีการคาดการณ์ว่า หนังเอ็กซ์เมน คงไปรวมอยู่ในจักรวาลมาร์เวล ทำให้หนังภาคนี้ ถูกมองว่า จะเป็นภาคสุดท้ายไปโดยปริยาย คอหนังทั้งหลายจึงอยากดูมากเป็นพิเศษ แต่ปรากฏว่าคะแนนนักวิจารณ์จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ได้ไปเพียง 22% เท่านั้น สอดคล้องกับกระแสข่าวเรื่องการถ่ายทำซ่อม เพราะคุณภาพของหนัง ทำให้ก่อนไปดู คอหนังน่าจะระแวงกันอยู่ไม่น้อย ว่าหนังจะออกมาแย่หรือไม่ ซึ่งผลปรากฏว่า อันที่จริง Dark Phoenix ไม่ใช่หนัง X-Men ภาคที่แย่ที่สุดแต่อย่างใด ส่วนตัวมองว่าภาคนี้ มีข้อดีเยอะกว่าภาคที่แล้วอย่าง X-Men : Apocalypse ด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็ไม่ใช่หนังที่เพอร์เฟ็คแต่อย่างใด ยังมีทั้งด้านดี และด้านด้อยผสมผสานกันไป

       เริ่มจากมุมบวกของหนังก่อน สิ่งที่ภาค Dark Phoenix ทำได้ดี คือความเป็นเอกภาพของหนัง มีเส้นเรื่องที่ชัดเจน และน่าติดตาม ต่างจากภาคก่อนๆที่มีการกระจายการเล่าเรื่อง ทำให้มีความชุลมุนวุ่นวายพอสมควร โดยเฉพาะภาคที่แล้ว ที่ควบคุมทิศทางหนังยังไม่ได้ ภาคนี้พอหนังตัดสินใจจะเน้นที่ จีน เกรย์ ปุ๊ป หนังก็ทำเช่นนั้น แต่ลดบทบาทตัวละครอื่นลง ทำให้หนังวุ่นวายน้อยลงไปเยอะ ต่างจากเมื่อก่อน ที่พยายามเกลี่ยบทกันจนขาดความต่อเนื่อง การโฟกัสที่ตัวละครนี้ ยิ่งทำให้ครึ่งแรกของหนัง ซึ่งเป็นการปูเรื่อง น่าติดตาม มีจังหวะการเล่าเรื่องที่พอเหมาะ ที่ทำได้ดีเกินคาด คือพาร์ทดราม่า ที่เกี่ยวข้องกับ จีน และตัวละครรอบๆของเธอ สามารถดึงอารมณ์ร่วมได้ ทำให้อยากติดตามต่อไปยังครึ่งหลัง ว่าจะคลี่คลายอย่างไร

       และก็นำมาสู่พาร์ทที่เป็นปัญหาของหนัง นั่นคือ ครึ่งหลังนั่นเอง ข้อด้อยที่ชัดเจนสำหรับภาคนี้ มีสองส่วนหลังๆ ส่วนแรกคือการคลี่คลายปมของหนัง ที่ส่วนตัวมองว่า ค่อนข้างง่ายดายเกินไป อยู่ดีๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ก็เปลี่ยนเลยเสียดื้อๆ ทำให้การที่หนังปูมาซะยาวนาน ขาดความน่าเชื่อถือไปซะงั้น อันที่จริง หนังสามารถขยี้ปมตัวละครได้เยอะกว่านี้ อีกส่วนที่ดูด้อยลงจากภาคก่อนๆอย่างชัดเจน คือฉากการต่อสู้ ที่ในแง่ความยิ่งใหญ่อลังการดูลดน้อยลง เทียบกับฉากไคลแมกซ์ของ First Class, Days of Future Past และ Apocalypse หนังเอ็กซ์เมนเจนเด็ก กลายเป็นเรื่องนี้ดูเอพิคน้อยสุดไปเลย ทั้งๆที่เป็นภาคทิ้งท้าย น่าจะใหญ่โตได้มากกว่านี้

       ในส่วนของนักแสดง ต้องยอมรับว่า โซฟี เทอร์เนอร์ ทำได้น่าพอใจในบท จีน เกรย์ ที่ขยับจากตัวประกอบในภาคที่แล้ว มาเป็นตัวนำเด่นสุดในภาคนี้ เธอมีเสน่ห์มากพอ ที่จะดึงผู้ชมไว้ตลอดทั้งเรื่อง และด้วยพลังดาราที่เพิ่มขึ้นสูงหลัง Game of Thrones อวสาน ยิ่งทำให้เธอดูเปล่งประกายพอสมควร แต่ที่น่าผิดหวังอย่างชัดเจน คือนักแสดงฝีมือดีอย่าง เจสสิก้า แชสเทน ที่รับบทเป็นตัวร้ายประจำภาค ที่บทของเธอนั้น เบาเสียยิ่งกว่าเบา คาแร็คเตอร์ของเธอคนอื่นเล่นก็ได้ ไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอได้แสดงฝีมือใดๆเลย จึงน่าเสียดายที่นักแสดงเบอร์นี้ มาเล่นบทที่ไม่น่าสนใจขนาดนี้

       สรุปแล้ว X-Men : Dark Phoenix ไม่ได้แย่ระดับคำร่ำลือ ถือว่ายังดูได้เพลินๆอยู่ แต่ก็อย่างที่กล่าวไป คือหนังมีทั้งข้อดีที่น่าชื่นชม และข้อด้อยที่ควรตำหนิ แต่ถ้ารับชมในแง่ของความบันเทิง ก็ยังสนุก และควรค่าแก่การไปดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนคลับของ X-Men ที่ติดตามในฉบับของค่ายฟ็อกซ์ มาอย่างยาวนานเกือบ 20 ปี ตัวละครทั้งหมด กำลังจะกลายเป็นทรัพย์สิน ของจักรวาลมาร์เวลแล้ว น่าจะมีการเล่าเส้นเรื่องใหม่ และเลือกทีมนักแสดงใหม่อย่างแน่นอน ดังนั้น ภาคนี้คงเป็นการส่งท้ายนักแสดงทีมนี้ พวกเราก็ไปร่ำลากัน ถือว่าหนังมีบทสรุปที่น่าพอใจพอสมควร

(ให้ 7 คะแนนเต็ม 10)