[REVIEW] “The Secret Life of Pets 2” สนุกไม่แพ้ภาคแรก มีประเด็นที่โตขึ้น

[REVIEW] “The Secret Life of Pets 2” สนุกไม่แพ้ภาคแรก มีประเด็นที่โตขึ้น

       ถ้าวัดกันเฉพาะเรื่องของรายได้ ดูเหมือนว่าระยะหลังมานี้ สตูดิโอที่มีแอนิเมชั่นทำเงินแบบต่อเนื่องเลย คือ อีลูมิเนชั่น ภายใต้สังกัดของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ ที่มีดาวเด่นของค่ายคือ Despicable Me ที่สร้างมาแล้วถึง3 ภาค ตามด้วยภาคแยกของ Minions ที่กำลังจะมีภาคสองในปีหน้า ส่วนแอนิเมชั่นที่ฮิตมาก จนกำลังจะมีภาคต่อตามมาคือ Sing รวมถึง The Secret Life of Pets ที่เตรียมเข้าฉายทั่วโลกในสุดสัปดาห์นี้ โดยหนังภาคแรกกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 875 ล้านเหรียญฯ (จากทุนสร้างเพียง $75 ล้านเหรียญฯ) ด้วยความน่ารักของบรรดาสัตว์เลี้ยง และมุกตลกต่างๆที่เข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เสียเหลือเกิน

       โดยในภาคต่อนี้ยังคงเล่าหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแก๊งสัตว์เลี้ยงที่อาศัยกันอยู่บนอพาร์ตเม้นท์สุดหรูกลางมหานครนิวยอร์ก โดยในภาคนี้จะแบ่งเหตุการณ์ออก 3 เส้นเรื่องด้วยกัน เริ่มจากเรื่องราวของ แม็กซ์ สุนัขขี้ระแวง ที่ภาคนี้ชีวิตของเขากำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเจ้านายของแม็กซ์ มีครอบครัวและมีทายาทตัวน้อย ทำให้มันต้องค่อยๆปรับตัว แต่เมื่อแม็กซ์เริ่มตกหลุมรักเด็กคนนี้ ทำให้ความขี้ระแวงของมันยิ่งกำเริบ เพราะกลัวว่าเด็กคนนี้จะมีอันตราย ไม่ว่าจะคลานไปที่ไหนก็ตาม ในขณะที่กิ๊ดเจ็ท สุนัขสาวผู้ดี ด้วยเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้เธอต้องรบเร้าให้เพื่อนแมวของเธอ ฝึกให้เธอสามารถทำตัวเลียนแบบแมวให้เหมือนมากที่สุด ส่วนจะเลียนแบบได้เหมือนหรือไม่ต้องติดตาม และปิดท้ายด้วยเส้นเรื่องของ สโนว์บอล เจ้ากระต่ายตัวป่วน ที่ในภาคนี้พยายามจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ โดยภารกิจแรกคือการช่วยเหลือเสือนิสัยดี ให้หลุดจากการคุมขังของคณะละครสัตว์

       ข้อดีของภาคนี้คือ เพราะเป็นภาคต่อจึงไม่ต้องเสียเวลาใดๆในการแนะนำตัวละครกันใหม่ มาถึงก็คุยเรื่องราวของแต่ละตัวละครกันไปเลย แม้จะไม่ได้ดูภาคแรกมา แต่ก็จะเข้าในความสัมพันธ์ของแต่ละตัวได้อย่างไม่ยากนัก ความต่างของภาคต่อนี้ คือในภาคแรกแต่ละตัวละครจะเดินเรื่องไปพร้อมๆกันแบบหมู่คณะ แต่ในภาคนี้จะมีเรื่องราวเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน แล้วค่อยมารวบตึงในช่วงองค์สุดท้าย ในแง่ดีก็ทำให้การเล่าเรื่องไม่วุ่นวายนัก แต่ในอีกมุมก็กลายเป็นว่า The Secret Life of Pets ภาคนี้ มีอารมณ์คล้ายหนังสั้น 3เรื่องที่เล่าเรื่องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แล้วมาตัดสลับอยู่เหมือนกัน ซึ่งอาจจะดูแปลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังสนุกน้อยลงแต่อย่างใด

       อีกหนึ่งจุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไปได้ดี ในการเป็นภาคต่อ คือหนังมีประเด็นการเล่าเรื่องที่โตขึ้น ด้วยประเด็นของการเอาชนะความกลัวให้ได้ พยายามเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น ผ่านสามตัวละครหลักของหนัง ทั้งแม็กซ์ ที่ต้องเอาชนะความกลัวต่างๆรอบตัว กิ๊ดเจ็ท ที่พยายามจะเอาชนะแก๊งแมวสุดสยอง ด้วยการทำให่้ตัวเองเป็นแมวตัวหนึ่ง และสโนว์บอล ที่ถ้าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้จริง ก็ต้องไปกลัวต่ออุปสรรคใดๆ ซึ่งประเด็นเล่านี้ ถูกสอดแทรกแบบกำลังพอดี ให้น้องๆหนูๆที่ได้มาชม สามารถซึมซับได้อย่างไม่ยากนัก

       ส่วนหัวใจหลักของ The Secret Life of Pets ที่ทำให้หนังภาคแรกประสบความสำเร็จ คงหนีไม่พ้นมุกตลกที่เผยให้เห็นมุมน่ารักๆของบรรดาสัตว์เลี้ยง รวมถึงการจิกกัดเหล่ามนุษย์ในมุมมองของสัตว์ ซึ่งแน่นอนว่าภาคนี้สิ่งที่หายไป คือความแปลกใหม่ของมุก ที่หลายๆฉาก ดูจะซ้ำทางกับภาคแรกพอสมควร ซึ่งหนังใส่ความฮา ความสนุกมาได้ไม่แพ้ภาคแรก และก็พยายามหาทางไปให้ต่างจากภาคแรก อาทิ การให้แม็กซ์ ต้องไปเที่ยวฟาร์มกับเจ้าของ ทำให้เจอกับสถานการณ์ใหม่ๆ แต่กระนั้น ก็อาจจะยังไม่มากพอ ที่จะทำให้ The Secret Life of Pets มีหน้าหนังที่สดใหม่ และดูไม่คล้ายกับภาคแรกจนมากเกินไปนัก

       สีสันของเสียงพากย์ในภาคนี้ คือ ตัวละครแม็กซ์ ที่ได้ แพตตั้น ออสวอร์ท มาพากย์เสียงแทน หลุยซ์ ซี.เค.ที่เจอข่าวฉาวเรื่องล่วงละเมิดทางเพศไป ทำให้ค่ายหนังตัดสินใจเปลี่ยนคนพากย์ แม้จะเปลี่ยนคน แต่สำหรับเราก็ไม่ได้รู้สึกขัด หรือแปลกไปจากเดิมเท่าไหร่นัก ส่วนหน้าใหม่จริงของภาคนี้คือ รุ่นใหญ่อย่าง แฮร์ริสัน ฟอร์ด ที่มาพากย์เสียงหนังแอนิเมชั่นเป็นครั้งแรก ในบทของ รูสเตอร์ สุนัขต้อนแกะที่สอนให้แม็กซ์ เผชิญหน้ากับความกลัว ถือว่าบทนี้เหมาะกับเสียงแกดี สร้างความเกรงขามได้อย่างยิ่ง และดาราตลกมาแรง ทิฟฟานี่ แฮชดิช ในบทของเดซี่ สุนัขที่มาขอความช่วยเหลือจากสโนว์บอล ซึ่งทำให้เสียงของเธอ มาในซีนเดียวกับ เควิน ฮาร์ท(ซึ่งพากย์เป็นสโนว์บอล)อยู่บ่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็นความตั้งใจของค่ายหนัง เพราะเคมีของทั้งคู่เข้ากันได้ดี จากหนังตลกเรื่อง Night School

       สรุปแล้ว The Secret Life of Pets 2 เป็นแอนิเมชั่นสายฮาที่ได้ดูเพลินเรื่องนึง ระดับความฮา ความสนุก ใกล้เคียงกับภาคแรก แต่หนังมาพร้อมกับประเด็นที่โตขึ้น ตัวหนังเองสามารถดูได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ และแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นคนที่รักสัตว์ และมีสัตว์เลี้ยง ก็น่าจะขำไปกับมุกต่างๆของหนังได้อย่างไม่ยากนัก ตามสไตล์ของค่ายนี้เค้า ที่เน้นฮาเน้นน่ารักเป็นหลัก

(ให้ 7.5 คะแนนเต็ม 10)