[REVIEW] “Captain Marvel” ควรดูก่อน Avengers ภาคใหม่จะมา | GOSSIP GUN

[REVIEW] “Captain Marvel” ควรดูก่อน Avengers ภาคใหม่จะมา | GOSSIP GUN

       สำหรับหนัง Captain Marvel ดูเหมือนว่าจะมีหน้าที่สำคัญหลายอย่างในจักรวาลมาร์เวล นอกเหนือจากจะเป็นหนังต้นกำเนิดฮีโร่หญิงเรื่องแรกของมาร์เวลแล้ว ยังเป็นเหมือนหนังที่มาเชื่อมโยงระหว่าง Avengers : Infinity War และ Avengers : Endgame ให้เส้นเรื่องมันต่อเนื่องกันมากขึ้นอีกด้วย เพราะตัวละครกัปตันมาร์เวล น่าจะเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะมาช่วยทีมอเวนเจอร์ ในการต่อสู้กับธานอส และช่วยจักรวาลให้ปลอดภัยจากอภิมหาวายร้ายรายนี้

       ถ้าเอาเส้นเรื่องทั้งหมดของจักรวาลมาร์เวลมาเรียงกัน ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในหนัง Captain Marvel จะเกิดขึ้นก่อนหน้าหนังทั้งหมดของค่าย ยกเว้นเพียง Captain America : The First Avengers เท่านั้น ที่เล่าเรื่องในช่วงสงครามโลก โดยหนังเรื่องนี้พาเราย้อนกลับไปสมัยปี 1995 เมื่อ กัปตันมาร์เวล ตกอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างสองเผ่าพันธ์อย่าง ครี เผ่าพันธ์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมอบพลังพิเศษให้กับเธอ และเผ่าพันธ์ สครัล เอเลี่ยนที่สามารถแปลงร่างได้ ที่มีแผนการรุกรานดวงดาวต่างๆ ในขณะเดียวกัน นางเอกของเราก็พลัดหลงมายังโลกมนุษย์ แล้วค่อยๆค้นพบว่า เธอเองนั้น เคยเป็นมนุษย์โลกมาก่อน แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้เธอต้องจากโลกนี้ไป แล้วมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น คงต้องไปติดตามกันในหนัง

       ภาพรวมหนังยังคงบันเทิงตามสไตล์หนังซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลทั่วไป คือ มีฉากแอ็กชันเว่อร์ เน้นซีจีเยอะๆ แทรกด้วยฉากเรียกเสียงหัวเราะ และประเด็นการเมืองแบบพอหอมปากหอมคอ แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ ถ้าหยิบนำไปเทียบกับหนังต้นกำเนิดฮีโร่เรื่องอื่นๆ ทั้ง Iron Man, Thor, Captain America รวมถึง Ant-Man มาเปรียบเทียบ ยังถือว่าค่อนข้างแผ่วกว่าทั้งหมด ด้วยระดับความบันเทิงที่ยังสู้ไม่ได้ และโฟกัสของหนัง ที่ดูเหมือนว่าหนัง Captain Marvel จะให้ความสำคัญกับบริบทโดยรอบค่อนข้างมาก ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์สงครามในหนัง จนทำให้เราไม่ค่อยได้อินกับตัวละครนางเอกเท่าที่ควร รวมถึงวิธีการลำดับเรื่อง ที่เปิดมาแบบนางเอกเก่งเลย แล้วค่อยๆไขปริศนาว่าตัวเองคือใคร ทำให้เราอาจจะไม่ได้เห็นพัฒนาการของเธอมากนัก เท่ากับเรื่องอื่นๆที่เปิดมาแบบตัวละครนี้ยังไม่เก่งกาจ แล้วค่อยๆสู้ จนขึ้นมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้

       ความแตกต่างของ Captain Marvel ที่มีเมื่อเทียบกับหนังมาร์เวลเรื่องอื่นๆ นอกจากหนังจะเล่าเหตุการณ์ในปี 1995 แล้ว ตัวสไตล์การเล่าเรื่องและอารมณ์ของหนังเอง ดูเหมือนมาร์เวลพยายามจะทำให้มันได้ฟีลหนังที่สร้างในยุค 90 เช่นกัน เหมือนเรากำลังดูหนังสายลับหรือหนังทริลเลอร์ในยุคนั้น ที่ตัวละครหลักพยายามจะปะติดปะต่อเหตุการณ์บางอย่าง แล้วนำไปสู่สิ่งที่คนดูไม่คาดคิด จริงๆถือว่าเป็นไอเดียการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เพียงแต่มันอาจจะไม่เหมาะกับจักรวาลมาร์เวล ที่คนดูมักคุ้นชินกับอะไรที่ฉูดฉาดกว่านี้ รวมถึงการหยิบเอาตัวละครมาร์เวลที่เราคุ้นเคยอย่าง นิค ฟิวรี่ ไปใส่ในหนัง ท่ามกลางตัวละครที่ค่อนข้างซีเรียสกันไปเสียหมด เขากลายเป็นตัวฮาตัวเดียว จนแอบดูโดดจากหนังออกมา และทำให้หนังไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก (แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ดูเหมือนจะเป็นตัวละครเดียวที่สร้างความบันเทิงกับคนดูได้บ้าง)

       สำหรับ บรี ลาห์สัน ในบทกัปตันมาร์เวล พอตัวสคริปไม่ได้ส่งให้คนดูอินกับเธอมากนัก ก็ดูเหมือนว่า เธอจะไม่ได้โชว์ของเท่าที่ควร ยังมีความกั๊กๆ ดราม่าก็ไม่ได้สุด แอ็กชันก็ไม่ได้สุด หรือฮาก็ไม่ได้สุด ต้องรอดูต่อใน Avengers : Endgame ว่าตัวละครนี้จะดึงดูดคนดูได้มากกว่าเดิมหรือไม่ กลายเป็น ตัวละครนิค ฟิวรี่ ของแซมมวล แอล.แจ็คสัน ที่กลับมาครั้งนี้ เรียกอารมณ์ร่วมจากคนดูได้มากกว่า แต่ที่ขโมยซีนมากที่สุด ต้องยกให้ เบน เมนเดลสัน ในบทหัวหน้ากลุ่มสครัล ตัวร้ายของเรื่องที่มีซีนให้โชว์ค่อนข้างเยอะ และเจ้าแมวกูสในเรื่องที่สร้างสีสันอยู่ไม่น้อย ส่วนคนที่น่าผิดหวังสุด คงหนีไม่พ้น จู๊ด ลอว์ ที่บทของเขา ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก และแอ็นเน็ต เบนนิ่ง ที่บทเหมือนจะสำคัญเช่นกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้โชว์การแสดงระดับตัวแม่เท่าไหร่นัก

       ไปๆมาๆ Captain Marvel เลยกลายเป็นหนังต้นกำเนิดฮีโร่ของมาร์เวล ที่เกือบจะแผ่วสุดไปโดยปริยาย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแฟนรุ่นเด็กๆจะเอ็นจอยกับหนังขนาดไหน ที่มีความเชยค่อนข้างมากขนาดนี้ แต่ส่วนที่น่าจะบันเทิงและสร้างความเพลิดเพลินได้อย่างแน่นอน คือ ส่วนที่หนังพยายามจะเชื่อมโยงไปสู่หนังเรื่องอื่นๆในจักรวาลมาร์เวล รวมถึงฉากแถมหลัง End-Credit ที่ในเรื่องนี้มีทั้งหมด 2 ฉาก เรียกว่าสร้างความตื่นเต้นในการติดตามจักรวาลนี้ต่อ ได้ดีทีเดียว

(ให้ 7.5 คะแนนเต็ม 10)