[REVIEW] “Roma” หนังชีวิตระดับมาสเตอร์พีซที่งดงามและสมจริง | GOSSIP GUN

[REVIEW] “Roma” หนังชีวิตระดับมาสเตอร์พีซที่งดงามและสมจริง | GOSSIP GUN

       ในช่วงเทศกาลประกาศรางวัลด้านภาพยนตร์ Roma คือภาพยนตร์ที่ถูกจับตามองและพูดถึงมากที่สุด เพราะเป็นผลงานล่าสุดของ อัลฟอนโซ คัวรอน ผู้กำกับชาวเม็กซิโก หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูง กับโปรเจ็คสุดทะเยอทะยานอย่าง Gravity และห่างหายไปนานถึง 5 ปี เขาก็กลับมาในโปรเจ็คที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด และอยากจะทำมาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว โดยเขาเองนั้นทั้งเขียนบทเอง ถ่ายภาพเอง และกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง โดยเรื่องราวแทบทั้งหมดนำมาจากความทรงจำในอดีตของเขา ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของหนังขาวดำ และพูดภาษาเม็กซิโกแทบทั้งเรื่อง

       Roma เป็นชื่อของย่านๆหนึ่งในเม็กซิโกซิตี้ ที่เรื่องราวแทบทั้งหมดในหนังเกิดขึ้น ณ บริเวณนี้ เล่าเรื่องราวของ เกลโอ สาวใช้ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่ง ที่ต้องใช้ชิิวิตโดยปราศจากเสาหลักของบ้าน เมื่อคุณพ่อต้องไปทำงานที่แคนาดาอย่างไม่มีกำหนด ทำให้ภรรยาต้องแบกรับภาระการเลี้ยงดูลูกๆ ถึง4 คนไว้ทั้งหมด โดยหนังจะเริ่มต้นในช่วงต้นยุค 70 ก่อนที่จะค่อยๆพาเราไปรู้จักกับครอบครัวนี้ และเรื่องราวต่างๆที่พวกเขาต้องเผชิญ ซึ่งอย่างที่กล่าวไปว่า เรื่องราวถึง 90% ของหนัง ถ่ายทอดมาจากความทรงจำในวัยเด็กของ อัลฟอนโซ คัวรอน เอง

       ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ หนังชีวิตที่ถ่ายทอดอย่างสมจริงมากที่สุด โดยพระเอกของงาน คือ การถ่ายภาพ ที่อัลฟอนโซ คัวรอน รับหน้าที่เอง หลังจากคู่กำกับภาพคู่บุญนั้น ไม่สามารถมาทำโปรเจ็คนี้ได้ ปรากฏว่าเขาทำได้ดีอย่างมาก ด้วยการถ่ายทุกซีนออกมาได้อย่างงดงามมากที่สุด และที่สำคัญคือการสื่อสารอารมณ์กับผู้ชม แม้ว่าฉากนั้น อาจจะไม่มีบทสนทนาเลยด้วยซ้ำ แต่กลับสามารถสื่อสารกับคนดูได้ ว่าผู้กำกับต้องการจะพูดอะไรเกี่ยวกับซีนนี้ และในเมื่องานภาพของหนังคือพระเอก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หนังควรจะได้รับการดูในจอภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุด สำหรับในไทยนั้น หนังจะเข้าเฉพาะ House RCA และ Scala ดังนั้นถ้ามีโอกาส อยากให้ได้ดูในโรงหนัง (นี่ถ้าหนังเข้า IMAX ก็ควรดูในระบบนั้น)

       แม้ว่า Roma จะเล่าเรื่องราวของสาวใช้ตัวเล็กๆ ที่มีไม่มีความสำคัญและไม่มีบทบาทใดๆ ต่อสังคม เธอสำคัญแค่เพียงกับครอบครัวที่เธอรับใช้เท่านั้น แต่เส้นทางชีวิตของเธอที่ต้องพัวพันกับครอบครัวเจ้านายนั้น สะท้อนประเด็นต่างๆในสังคมได้อย่างมาก ไม่ว่าจะยุคนั้น หรือยุคปัจจุบันที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องของเพศ ซึ่งในหนัง เธอเองและเจ้านายล้วนถ่ายทอดภาระที่เพศหญิงต้องแบกรับ ในประเด็นต่างๆ ในเรีื่องของชนชั้น ความสัมพันธ์ในลักษณะของเจ้านายและสาวใช้ แม้จะผูกพันขนาดไหน แต่ก็มีระยะห่างอยู่ดี รวมถึงประเด็นทางสังคมและการเมือง ที่เมื่อหนังดำเนินเข้าสู่ครึ่งหลัง จะมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องในส่วนนี้ ที่ไม่มีจะเป็นประเทศไหน หรือยุคไหน ล้วนมีสิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายๆกัน

       ความสมจริงของ Roma อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือการที่อัลฟอนโซ่ คัวรอน เลือกใช้นักแสดงที่ไม่เป็นที่รู้จักของคอหนังทั่วโลกแทบทั้งหมด นั่นคือปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ชมอินกับตัวละครได้ไม่ยาก เพราะไม่มีภาพจำของนักแสดงเหล่านี้ จากหนังเรื่องอื่นๆ เราจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าพวกเขาคือตัวละครเหล่านี้ ยิ่งจากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ยิ่งพบว่า อัลฟอนโซ เลือกใช้บุคคลในอาชีพนั้นๆ มาร่วมแสดงในหลายฉาก อาทิ ฉากในโรงพยาบาล ก็มีหมอและพยายาล มาแสดงในฉากที่มีบทพูดจริงๆ ยิ่งทำให้หนังถ่ายทอดออกมา ได้สมจริงยิ่งกว่าหนังดราม่าเรื่องไหนๆ

       โดยรวม Roma อาจจะไม่ใช่หนังแมส ที่เหมาะสำหรับคนดูทุกกลุ่ม หลายปัจจัยในหนังที่กันคนกลุ่มมากออกไป ทั้งการเลือกนำเสนอในภาพขาวดำ ใช้ภาษาที่ไม่คุ้นหู นักแสดงไร้ชื่อเสียง การดำเนินเรื่องที่ค่อยๆไป ไม่เร่งรีีบ แต่กระนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมา หนังเรื่องคือภาพยนตร์ที่เป็นงานศิลปะอย่างแท้จริง ในแง่ของการสร้างที่งดงามไร้ที่ติ ในแง่ของการนำเสนอ เรื่องราวเข้าถึงง่าย จับใจ และมีมุมมองในแง่ลึก เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่มีคุณสมบัติที่ดีอย่างครบถ้วน และสมควรอย่างยิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในช่วงเทศกาลประกาศผลรางวัลต่างๆที่กำลังจะมาถึง และขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้ามีโอกาส Roma คือหนังที่ควรดูบนจอที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

       ปล.ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์ House RCA, Scala และชมได้ใน Netflix พร้อมๆกัน

(ให้ 9.5 คะแนนเต็ม 10)